วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551



~ การเก็บและบรรจุอาหารที่ถนอมแล้ว ~



การเก็บรักษาและบรรจุอาหารหลังจากถนอมแล้ว ควรทำให้ถูกต้องเพราะอาหารจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม อาหารที่ถนอมแล้วจะเก็บไว้ได้นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บรักษา อาหารที่ถนอมแล้วซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ภาชนะบรรจุ และวิธีการบรรจุที่สะอาด และถูกหลักอนามัย จะปลอดภัยต่อ ชีวิตผู้บริโภค และไม่มีผลทำลาย สิ่งแวดล้อม
การบรรจุหีบห่อและการเก็บรักษา
ความสำคัญของการบรรจุหีบห่อการบรรจุหีบห่อมีความสำคัญต่อสินค้าทุกประเภท เพราะช่วยป้องกัน และรักษาคุณภาพของสินค้าให้เหมือนเดิม มากที่สุดสะดวก ต่อการ ขนส่ง การเก็บรักษา ทั้งยังเป็นตัวกลาง ในการให้ข้อมูล เกี่ยวกับสินค้า ที่บรรจุภายใน นอกจากนี้การบรรจุหีบห่อ ยังเป็นการส่งเสริม การขาย อีกวิธีหนึ่งด้วย
การเลือกภาชนะบรรจุ
ภาชนะสำหรับบรรจุน้ำพริกเมืองเหนือนิยมใช้ใบตอง ถุงพลาสติก สำหรับการขายปลีกหรือการขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ระยะเวลา ในการขนส่งหรือการจำหน่ายอยู่ในระยะสั้นการใช้ใบตองห่อ เป็นการ บรรจุหีบห่อที่มีมาแต่โบราณ เป็นวิธีบรรจุหีบห่อ ที่ปลอดภัย ต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลด ขยะมูลฝอยที่ย่อยสลายยาก จำพวก พลาสติก ชนิดต่าง ๆ สำหรับการขายส่ง ตามห้างร้าน ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ นิยมบรรจุ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก ซึ่งจะใช้ขวดที่มีลักษณะ ปากกว้าง สามารถ ใช้ช้อนหรือ อุปกรณ์อื่นตักออกจากขวดได้
การเก็บรักษาและบรรจุอาหารที่ถนอมด้วยการตากแห้ง

เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก พริกแห้ง เป็นต้น ควรเก็บในภาชนะที่แห้งหรือโปร่ง เช่น
กล้วยตาก เก็บไว้ในขวดโหล หรือกล่องพลาสติกเรียงลำดับให้ดี มีฝาปิดให้เรียบร้อย เวลาจะรับประทานควรใช้ซ่อมจิ้ม ถ้าใช้มือหยิบต้องสะอาดและแห้ง จะทำให้ของเก็บได้นานไม่เน่าเสียเร็ว
เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ให้แขวนไว้ในที่โปร่ง จะทำให้ไม่ขึ้นรา ปัจจุบันสามารถเก็บใส่ถุงพลาสติกและใส่ไว้ในตู้เย็นก็ได้
พริกแห้ง ใส่ตะกร้าโปร่งๆผึ่งไว้จะเก็บได้นาน ถ้าใส่ภาชนะที่อับจะทำให้เกิดความชื้น จนขึ้นราและเสียง่าย ถ้าใส่ถุงควรเจาะรูรอบถุงเพื่อให้อากาศถ่ายเทไม่อับชื้น
การเก็บรักษาและบรรจุอาหารที่ถนอมด้วยการดอง เช่นหัวผักกาดเค็ม มะนาวดอง ควรใส่ขวดหรือภาชนะที่เป็นแก้ว ถ้าจะให้เก็บได้นานมากขึ้น ควรใช้ขวดประเภทอัดความดัน
หัวผักกาดเค็ม ให้เก็บในภาชนะที่เป็นกระเบื้อง หรือดินเผาชนิดเคลือบ หรือภาชนะแก้ว ถ้าใช้ภาชนะอื่นความเค็มจะกัดภาชนะที่บรรจุให้ผุกร่อนได้
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น อาหารประเภทนี้ใช้บรรจุใส่กระป๋อง ซึ่งข้างในเป็นสูญญากาศ ทำให้เก็บถนอมอาหารไว้ได้นาน แต่ราคาจะแพงเพราะมีกรรมวิธีในการผลิตที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง ไม่เหมือนกับบรรจุใช้ในครัวเรือน


~ การเก็บรักษาอาหาร ~






การเก็บรักษาอาหาร
อาหารบางอย่าเก็บไว้ได้ไม่นานจะเสียเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น อาหารจะเหี่ยว เน่า เสียเร็ว เช่น เนื้อสัตว์ ผักรับประทานใบ หรือผลไม้สุก การเน่าเสียของอาหารเนื่องมาจาก เนื้อเยื้อในอาหารนั้นถูกกระทำจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำในผักระเหยออกไปจึงทำให้ผักเหี่ยว จุลินทรีย์ในอากาศ เป็นตัวทำให้เนื้อสัตว์บูดเน่า การรับประทานอาหารที่เน่าเสีย จะทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้อาหารที่ซื้อมาจากตลาด ควรเก็บไว้บนชั้น

ตู้เย็นหรือตู้แช่แข็ง แต่ไม่ว่าจะเก็บอาหารไว้ที่ใดก็ตาม ที่นั้นจะต้องแห้ง ไม่ร้อน และต้องสะอาด ก่อนจะนำมาทำอาหาร ต้องแน่ใจว่าอาหารนั้นอยู่ในสภาพดี ไม่เน่าเสีย รับประทานได้ อาหารต่างชนิดกันจะมีวิธีการเก็บรักษามีดังนี้

การเก็บรักษาอาหารประเภทเนื้อสัตว์

ถ้าที่บ้านมีตู้เย็นการซื้อเนื้อสัตว์ทีละมาก ๆ ควรล้างให้สะอาดทั้งก้อน แล้วนำมาหั่นเป็นก้อนหรือแล่เป็นชิ้นเล็ก ๆ เก็บใส่ถุงพลาสติกหรือห่อด้วยกระดาษไข นำไปใส่กระบะใต้ชั้นทำน้ำแข็ง เวลาจะรับประทานจึงนำออกมาตามปริมาณที่ใช้แต่ถ้าที่บ้านไม่มีตู้เย็นก็ให้แกะเอาเนื้อสัตว์ออกจากถุงแล้วนำไปแขวนไว้ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือหั้นเป็นชิ้นรวมกันไว้เพื่อประกอบอาหารในมื้อต่อ ๆ ไปได้




การเก็บรักษาอาหารประเภทผักและผลไม้

ผักสด เป็นของสดที่ช้ำ เน่าเสียและเหี่ยวง่าย ถ้าต้องการเก็บผักไว้รับประทานนาน ๆ ควรปฏิบัติดังนี้การเก็บด้วยวิธีธรรมชาติ ให้เลือกผักส่วนที่เน่าและมีตำหนิทิ้งไปแล้วล้างผักให้สะอาด สำหรับผักที่มีราก เช่น ผักบุ้งและผักชี แช่รากผักไว้ในน้ำเย็น ส่วนผักที่ไม่มีรากเก็บไว้ในกะละมังวางเรียงกันโดยเอาโคนผักแช่น้ำ แล้วใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดพอหมาดคลุมยอดผักไว้ พรมน้ำให้เปียกเป็นครั้งคราววางไว้ที่ร่มและไม่มีลมโกรกแรงมากนักเก็บไว้ในตู้เย็น ให้เลือกผักส่วนที่เน่าและเป็นโรคทิ้งไป แช่ผักในน้ำสะอาดที่ผสมเกลือแกงเล็กน้อย แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งจากนั้นทิ้งผักให้เสด็จน้ำในกระชอน เก็บผักลงในถุงพลาสติกใสที่เจาะรูให้อากาศถ่ายเทได้ และนำถุงผักไปเก็บไว้ในชั้นล่างสุดของตู้เย็นไม่ควรเก็บผักไว้ในที่เย็นจัด เพราะความเย็นจะทำให้ผักช้ำและเน่าเสียง่ายผลไม้ ผลไม้ที่รับประทานทั้งเปลือก เช่นชมพู่ พุทรา ฝรั่ง ถ้าเก็บไม่ดีจะเป็นรอยขีดข่วนช้ำได้ง่าย และมีการเน่าเสียเกิดขึ้นมาก จึงต้องแยกเก็บต่างหากจากผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนรับประทาน เช่นกล้วย ส้ม มะม่วง เป็นต้น การเก็บ ควรเก็บในที่เย็น มีความชื้น มีการระบายเช่นเดียวกับการเก็บผัก

การเก็บรักษาอาหารประเภทไขมัน
ควรเก็บน้ำมันไว้ในภาชนะทิ่ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันการเหม็นหืน น้ำมันที่ใช้แล้วจะเก็บไว้ใช้อีกควรกรองเอาเศษอาหารออกก่อนน้ำมันที่มีลักษณะเหนียว เนื่องจากผ่านการใช้หลายครั้งแล้วไม่ควรนำมาบริโภคเพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เนยเหลวและเนยแข็ง ใส่กล่องพลาสติก เก็บไว้ในตู้เย็น ในบริเวณที่มีความเย็นปานกลาง ถ้าเย็นจัดเนยจะแข็งเกินไป ทำให้เสียเวลาในการรอให้เนยอ่อนตัวเมื่อต้องการใช้

การเก็บรักษาอาหารประเภทข้าวและแป้ง

วิธีทำให้ข้าวเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียและป้องกันไม่ให้มีกลิ่นเหม็น คือ หมั่นนำข้าวที่บรรจุอยู่ในภาชนะตากแดด แล้วเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทป้องกันฝุ่นละอองและแมลง แป้งก็เช่นเดียวกับข้าว หมั่นนำออกผึ่งแดดไล่ความชื้นแล้วเก็บใส่ขวดปิดฝาสนิท








การเก็บรักษาอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง



ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดความเข้าใจใน เรื่อง ผลของอุณหภูมิที่ใช้ในการแช่เยือกแข็ง ต่ออายุการเก็บรักษาและคุณภาพของอาหารทะเล ทำให้สถาบันเทคโนโลยีสัตว์น้ำ (CIFT) มหาวิทยาลัยดาลเฮาส์ซี (Dalhousie University) ประเทศแคนาดา ได้เข้ามาส่งเสริม การจัดการที่ดีในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

การเปลี่ยนแปลงของอาหารทะเลแช่เยือกแข็งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมีตามธรรมชาติ ทำให้เนื้อสัมผัสเหนียวและแห้ง และเกิดกลิ่นรสที่ไม่พึงปรารถนา อัตราการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเป็นหลัก โดยอุณหภูมิยิ่งต่ำลงเท่าใดจะช่ยทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลง ช้าลงเท่านั้นและอัตราการเปลี่ยนแปลงจะสูงในช่วงอุณหภูมิ -5 องศาเซลเซียส
ตามความเป็นจริงแล้วอุณหภูมิไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ใช้เป็นตัวกำหนดอัตราการเสื่อมเสีย แต่เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ การใช้บรรจุภัณฑ์และการทำเคลือบผิวด้วยน้ำแข็ง




ปัจจัยในการเก็บรักษา


อุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียสเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาปลา โดยได้มีการใช้ในเชิงพาณิชย์มากว่า 40 ปี (ยกเว้นการเก็บรักษาปลาทูน่าในประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้อุณหภูมิต่ำกว่าเล็กน้อยเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสี)
อย่างไรก็ตาม การกำหนดเพียงอุณหภูมิในห้องเย็น อุณหภูมิตู้สำหรับบรรทุกสินค้า หรืออุณหภูมิตู้สำหรับปลาแช่เยือกแข็งยังไม่เพียงพอ เนื่องจากอุณหภูมิของตัวผลิตภัณฑ์เองเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดอัตราการเสื่อมสภาพ ผลิตภัณฑ์ควรจะมีอุณหภูมิต่ำลงจนถึงอุณหภูมิที่กำหนดไว้ก่อนนำมาเก็บรักษา เพราะปกติห้องเย็นที่ใช้เก็บรักษาจะต่ำมาก นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน การลดอุณหภูมิลงถึงอุณหภูมิที่เก็บรักษาแล้วมักได้รับผลกระทบจาก ความร้อนที่ออกมาจากผลิตภัณฑ์ที่อยู่ติดกันและยังไม่ผ่านการลดอุณหภูมิอย่างเพียงพอ ดังนั้นการแช่เยือกแข็งที่ดีและการจัดการก่อนการเก็บรักษาจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน





การแช่แข็งและการขนถ่าย





ในการแช่เยือกแข็งนั้นสิ่งที่เราได้ทราบมานานแล้วนั่นคือ ความสัมพันธ์ ของอัตราเร็วในการแช่เยือกแข็งกับคุณภาพของอาหารแช่เยือกแข็งที่ได้ หรือบางครั้งอาจให้ความสำคัญกับการเกิดผลึกน้ำแข็งหรือการสูญเสียน้ำ โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เวลา ในการแช่เยือกแข็งผลิตภัณฑ์จะเป็นปัจจัยมีผลเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าระยะเวลาที่ใช้ในการแช่เยือกแข็งไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง การแช่เยือกแข็งแบบรวดเร็ว นอกจากจะช่วยทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ออกมาดีแล้วนั้น ยังทำให้เกิดกระบวนการผลิตที่เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพอีกด้วย จึงทำให้การเสื่อมเสียของผลิตภัณฑ์มักไม่ได้เกิดในช่วงการแช่เยือกแข็งที่ใช้เวลาสั้น แต่มักเกิดขึ้นในช่วงการเก็บรักษาการขนส่งและการกระจายสินค้ามากกว่า
หน้าที่สำคัญของเครื่องแช่เยือกแข็งคือทำให้ ผลิตภัณฑ์เย็นตัวลงถึงอุณหภูมิที่ต้องการในการเก็บรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญแต่มักจะปฏิบัติไม่ได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อต้องการเก็บในปริมาณมากๆ ทั้งๆ ที่สามารถตรวจสอบอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์และ ระยะเวลาการแช่เยือกแข็งได้ไม่ยาก
ปลาที่ไม่ได้ลดอุณหภูมิอย่างเพียงพอมักเกิดการเสื่อมเสียอย่างเห็นได้ชัด การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ซึ่งยังเย็นไม่พอ มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำที่เรียกว่า Freeze burn ดังนั้นจึงควรที่จะพิจารณา แยกกันระหว่างการแช่เยือกแข็งและการเก็บรักษาในห้อง การใช้คำว่า Freezer สำหรับห้องเย็นที่ใช้เก็บรักษาที่ใช้กันมานานแต่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากคำนี้มาจากวิธีการแช่เยือกแข็งในอดีต ที่มักใช้ในห้องเดียวกันทั้งการแช่เยือกแข็งและการเก็บรักษา
นอกจากนี้ในช่วงการขนถ่ายและการกระจายสินค้าจำเป็นที่ต้อง มีการรักษาอุณหภูมิของปลาแช่เยือกแข็งไว้ที่อุณหภูมิต่ำ จนกระทั่งถึงขั้นตอนการละลายก่อนนำผลิตภัณฑ์มาใช้ เนื่องจากอุณหภูมิที่ใช้ในการกระจายสินค้าและการจำหน่ายปลีกจะสูงกว่า -30 องศาเซลเซียสมาก ดังนั้นควรใช้เวลาในช่วงนี้ให้สั้นที่สุด แต่การปฏิบัติในปัจจุบันยังไม่ได้เป็นไปได้อย่างที่ต้องการ
การที่อุตสาหกรรมอาหารทะเล จำเป็นต้องใช้การแช่เยือกแข็งและการเก็บรักษา ในห้องเย็นทำให้จำเป็นต้องอาศัยการปฏิบัติในห้องเย็นที่ดีและทั่วถึง โดยเฉพาะหากต้องการให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สูงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ตัวอุตสาหกรรมเอง สามารถจะทำให้เกิดการพัฒนาได้หากผู้แปรรูปและ ผู้ควบคุมห้องเย็นยอมรับและนำเอามาตรฐานที่จำ เป็นมาปฏิบัติและต้องบังคับให้ผู้กระจายสินค้าและ ผู้ค้าปลีกรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่สูงไว้อยู่ในระดับสูง















วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

การเลือกซื้อผักและผลไม้

พิจารณาจากสี ขนาด รูปร่าง ความอ่อนแก่
เลือกซื้อตามฤดูกาล การเลือกซื้อผักที่เป็นหัว มีดังนี้

เผือก มัน เลือกที่มีน้ำหนักมาก เนื้อแน่น ผิวเรียบ
ผักกาดหัว เลือกหัวอ่อน ๆ ผิวเรียบไม่งอ
กะหล่ำปลี เลือก หัวแน่น ๆ และมีน้ำหนักมาก
หอมใหญ่ เลือกหัวแน่น ๆ เปลือกแข็ง


การเลือกซื้อผักที่เป็นฝัก
ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วพลู ถั่วลันเตา เลือกฝักอ่อน ๆ สีเขียว แน่น ไม่พอง อ้วน มี เมล็ด เล็ก ๆ ข้างใน อันตรง ๆ ไม่คดงอ
การเลือกซื้อผักที่เป็นใบ
ผักกาดหอม ผักกาดขาว ผักบุ้ง ฯลฯ เลือกที่มีสีเขียวสด ไม่เหี่ยว ไม่มีรอยช้ำ และมีหนอน ต้นใหญ่อวบ ใบแน่นติดกับโคน
การเลือกซื้อผักที่เป็นผล
มะเขือเปาะ เลือกที่ขั้วติดแน่น สด มีน้ำหนักมาก ไม่เหี่ยว
แตงกวา แตงร้าน ลูกที่มีน้ำหนักสีเขียวอ่อน ลูกยาว ผิวนวล ไม่มีรอยช้ำ
มะนาวเลือกผิวบางเรียบ ไม่เหี่ยว - ฟักทอง ผลหนัก แน่น เนื้อเหลืองอมเขียว ผิวเปลือกแข็งขรุขระ

การเลือกซื้อผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์ที่สุด
ผักและผลไม้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ซึ่งมีทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย การเลือกซื้อผักผลไม้ให้ได้ของดีไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งเราเสียเงินซื้อผักผลไม้ไปเป็นจำนวนมากเพื่อหวังจะได้ของดีมา แต่เนื่องจากการขาดความรู้ในเรื่องการเลือกซื้อผักผลไม้ ทำให้ได้ของไม่ดีมา เสียทั้งเวลาและเสียความรู้สึก

ผักและผลไม้มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่อง สารอาหาร ปริมาณ ราคา รสชาติ ในความแตกต่างเหล่านี้ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการเลือกซื้อ มีคำแนะนำที่พอจะเป็นแนวทางในการเลือกซื้อผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์ที่สุดดังต่อไปนี้

1. ให้เลือกซื้อผักผลไม้ตามฤดูกาล ผักและผลไม้ที่เติบโตออกดอก-ผลตามฤดูกาล แสดงว่าในฤดูกาลนั้น สภาพดินฟ้าอากาศ สภาพน้ำ และอุณหภูมิ มีความเหมาะสมกับผักและผลไม้ที่ออกดอก-ผลในช่วงฤดูกาลนั้น ๆ การเลือกซื้อผักผลไม้ตามฤดูกาลจึงสามารถเลือกซื้อได้ในราคาถูก ได้ผักและผลไม้ที่มีคุณภาพดี รสชาติอร่อย พูดได้ว่าเป็นการได้ของดีในราคาไม่แพง

2. ให้เลือกซื้อผักผลไม้ที่สด-ใหม่ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนเคยได้ยินกันมามากที่สุดว่า การเลือกซื้อผักผลไม้ให้เลือกที่สดและใหม่ ยิ่งเพิ่งเก็บมาจากแปลงเลยได้ยิ่งดี เพราะผักและผลไม้เป็นผลิตผลทางการเกษตร ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน การเก็บผักและผลไม้ไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ความสด วิตามิน สารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ที่อยู่ในผักและผลไม้ จะค่อย ๆ ถูกทำลายไปตามระยะเวลาที่เก็บ ความสด กรอบ ของผักและผลไม้จะลดลง การเลือกซื้อผักผลไม้เพื่อให้ได้ผักและผลไม้ที่สด-ใหม่ ควรเลือกที่ ผิวตึง น้ำหนักดี สีเขียวสด
ลำต้นตรง ไม่เหี่ยวงอ ฯลฯ

3. ถ้าสามารถรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเหล่านี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์กับการเลือกซื้อผักผลไม้ได้มากขึ้น เช่น ระยะเวลาปลูก ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ผักและผลไม้ที่คุณภาพดีต้องมีอายุที่เหมาะสม ระยะเวลาปลูกและวิธีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง การใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงอย่างถูกต้อง เช่นต้องฉีดยาฆ่าแมลงก่อนเก็บอย่างน้อย 2 อาทิตย์ จะทำให้ไม่มีสารเคมีตกค้างอยู่ในผักและผลไม้ที่เก็บมา ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราสามารถเลือกซื้อผักผลไม้ได้ของที่มีคุณภาพดี

4. ให้เลือกซื้อผักผลไม้ตามลักษณะเฉพาะของผักและผลไม้นั้น ๆ นอกจากความสด-ใหม่แล้ว เราต้องรู้ถึงคุณลักษณะเฉพาะของผักและผลไม้ที่เราจะเลือกซื้อว่า ลักษณะที่ดีของผักและผลไม้ชนิดนั้นเป็นอย่างไร ผักและผลไม้บางอย่างต้องบริโภคขณะยังอ่อน แต่ผักและผลไม้บางอย่างควรบริโภคตอนแก่จัด ลักษณะเฉพาะของผักและผลไม้จะส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพของผักและผลไม้ชนิดนั้น ๆ

5. สภาพผักและผลไม้ที่เราจะเลือกซื้อ ให้ดูจากการขนส่ง การบรรจุภัณฑ์ การรักษาอุณหภูมิ ปัจจัยเหล่านี้ไม่จำเป็นเลยถ้าเราอยู่ใกล้แหล่งปลูกผักและผลไม้ แต่ในความเป็นจริงผักและผลไม้จะถูกขนส่งมาจากที่ต่าง ๆ ดังนั้นการบรรจุภัณฑ์ การรักษาอุณหภูมิและระยะเวลาการขนส่งจึงมีผลต่อสภาพผักและผลไม้เป็นอย่างมาก



วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551


อาหารกระป๋อง

อาหารกระป๋องเป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง ทำให้เก็บอาหารไว้ได้นานไม่เน่าเสีย โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตที่สามารถทำลายและยับยั้งการขยายพันธุ์ของเชื้อโรคและบรรจุในกระป๋องที่เป็นโลหะและปิดสนิท
การเลือกอาหารกระป๋อง ให้สังเกตลักษณะต่างๆ ดังนี้
ลักษณะภายนอก
ฉลาก : ชื่ออาหารและเลขทะเบียนอาหาร
ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต
น้ำหนักหรือปริมาตรสุทธิ
วันเดือนปีที่ผลิตหรือหมดอายุ
ชนิดและปริมาณวัตถุเจือปน (ถ้ามีการใช้)
ตัวกระป๋อง :ต้องสะอาด ฝาและก้นกระป๋องต้องไม่บุบหรือบวม
ไม่มีรูรั่วหรือเป็นสนิม โดยเฉพาะที่รอยตะเข็บ
ลักษณะภายใน
อาหาร
-ไม่มีสี กลิ่นและรสที่ผิดไปจากสภาพของอาหารนั้นๆ เช่น มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เหม็นหืน หรือมีสีคล้ำผิดไปจากธรรมชาติของอาหารนั้นๆ
ตัวกระป๋อง
-ไม่มีลมดันขณะที่เปิด แต่ควรมีลมดูดเข้าไปในกระป๋อง
-ผิวด้านในควรเรียบ ไม่มีรอยเส้นหรือรอยด่าง ซึ่งแสดงว่ามีการกัดกร่อน
-อาหารที่มีความเป็นกรดสูง เช่น ผักดอง ควรเป็นกระป๋องที่มีแลคเกอร์เคลือบด้านใน
การใช้
-อาหารบางชนิดที่ก่อนบริโภคต้องการอุ่น ควรถ่ายใส่ภาชนะหุงต้ม ก่อนนำไปให้ความร้อน เพื่อป้องกันดีบุกหรือแลคเกอร์ที่เคลือบภายในปนเปื้อนลงในอาหาร
วิธีเก็บ
-อาหารกระป๋องที่เปิดแล้วและเหลือใช้ ควรถ่ายใส่ภาชนะอื่น เช่น ภาชนะแก้วมีฝาปิดแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น
-ไม่ควรเก็บอาหารกระป๋องไว้นาน ควรเลือกบริโภคอาหารกระป๋องที่ยังอยู่ในสภาพดี ถ้าเก็บไว้นานๆ ควรสังเกต วัน เดือน ปี ที่หมดอายุด้วย
-เพื่อป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพของอาหารเนื่องจากเอนไซม์ควรเก็บอาหารกระป๋องไว้ในที่แห้งและเย็น แต่ไม่อับชื้นและไม่ถูกแสงแดดป้องกันการเสียและเป็นสนิมเร็วกว่าปกติ
-เก็บไว้ในที่สูงมากกว่า 60 ซม. ป้องกันความสกปรกจากพื้นและสัตว์นำโรค
แม่บ้านที่ต้องซื้ออาหารกระป๋องอยู่บ่อย ๆ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีเลือกซื้ออาหารกระป๋องมาบอกกัน...
- ให้สังเกตดูลักษณะของกระป๋อง ถ้าด้านบนหรือด้านล่างมีรอยปูดหรือบุบ แสดงว่าอาหารในกระป๋องเสียหรือเสื่อมคุณภาพแล้ว
- ใช้นิ้วดีดบนกระป๋องแล้วสังเกตฟังเสียงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอาหารกระป๋องจำพวกผลไม้ เสียงที่เกิดขึ้นควร เป็นเสียงดังใสกังวาลจึงจะดี แต่ถ้าเป็นอาหารกระป๋องจำพวก ผัก เนื้อ ปลา ควรมีเสียงหนัก ๆ ซึ่งแสดงว่าอาหารในกระป๋องยังสดดีอยู่
- ให้สังเกตวันหมดอายุ หรือวันที่ผลิตซึ่งระบุไว้บนฝา กระป๋องหรือใต้กระป๋อง
- ถ้าซื้อมาแล้วเปิดออกพบว่า ภายในกระป๋องมีฟองอากาศ ไม่ควรรับประทาน
- อาหารที่ยังใช้รับประทานได้ ถ้าเติมน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย จะช่วยให้รสดีขึ้น

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551















~ วิธีการถนอมอาหาร ~




วิธีการถนอมอาหารในบางฤดูกาลมีผลผลิตประเภทอาหารมากมาย ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารสดๆได้หมด แต่เราสามารถเก็บรักษาอาหารนั้นไว้รับประทานต่อไปได้ด้วยวิธีการถนอมอาหาร ซึ่งการเลือกวิธีการถนอมอาหารที่เหมาะสมจะทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้นาน และสามารถรับประทานได้ตลอดฤดูกาล โดยที่อาหารไม่บูดเน่าเสียหรือต้องทิ้งโดยเปล่าประโยชน์
การถนอมอาหารโดยตากแห้ง

การถนอมอาหารเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดมากที่สุด ใช้ได้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ โดยนำน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุดเพื่อให้เอนไซม์ในอาหารไม่สามารถทำงานและบัตเตรีไม่สามารถที่เจริญเติบโตได้ในของแห้งสำหรับวิธีการตากแห้งอาจใช้ความร้อนหรือความร้อนจากแหล่งอื่น เช่น ตู้อบ เป็นต้นถ้าใช้แสงแดดควรมีฝาชีหรือตู้ที่เป็นมุ้งลวดป้องกันแมลงและฝุ่นละออง อาหารที่ผ่านวิธีการตากเเห้งแล้ว เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก เป็นต้น




การดอง
การดองเป็นการถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือมีรสผสมทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน อุปกรณ์ที่ใช้ดองควรเป็นพวกเครื่องแก้ว ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เช่น หม้อ อะลูมีเนียม เป็นต้น เพราะในขณะดองอาจมีกรดเกิดขึ้นซึ่งกรดพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้เกิดสารพิษในอาหรสำหรับปรุงรสที่ใช้ ได้แก่ เกลือ น้ำตาล น้ำส้มบริสุทธิ์ ส่วนอาหารที่ใช้วิธีดอง เช่น มะม่วงดอง ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง เป็นต้น









การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาล

การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลนิยมใช้กับพวกผลไม้ โดยทั่วไปแล้วผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจะนิยมใส่น้ำตาลมาก การใช้น้ำตาลเพื่อการถนอมอาหารมีหลายวิธี ดังนี้











กล้วยเชื่อม มันเชื่อม


การเชื่อม
ใช้ความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกันตามอัตราส่วน ดังนี้

1.น้ำเชื่อมใส ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 3 ถ้วย
2.น้ำเชื่อมปานกลาง ใช่น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย
3.น้ำเชื่อมเข้มข้น ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 1ถ้วย
การเชื่อมนิยมใช้กับผลไม้บรรรจุกระป๋อง หรือขวด ที่เรียกว่า ลอยแก้ว เช่น เงาะกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เป็นต้น
ารทำแยม






เป็นการใส่น้ำตาลในเนื้อผลไม้ที่มีน้ำปนอยู่ส่วนมาก แล้วกวนให้เข้ากัน เช่น แยมส้ม แยมสับปะรด เป็นต้น







การกวน

นิยมใช้กับผลไม้ โดยใส่น้ำตาลปริมาณมาก และกวนจนเนื้อผลไม้แห้งสามารถปั้นหรือบรรจุห่อได้ เช่น ส้มโอกวน สับปะรดกวน กล้วยกวน เป็นต้น






การแช่อิ่ม



เป็นการใส่น้ำตาลในปริมาณมาก โดยการแช่ในน้ำเชื่อม และเพิ่มความเข้มข้น ของน้ำเขื่อมจนถึงจุดอิ่มตัว แล้วนำมาทำแห้ง สมัยก่อนนิยมใช้วิธีการถนอมอาหารนี้กับผลไม้ ปัจจุบันนำผักหลายชนิดมาแช่อิ่ม แล้วจัดจำหน่ายจนเป็นที่นิยมในท้องตลาดเช่น ลูกตำลึง ก้านบอระเพ็ด ลูกมะกรูด เป็นต้น



















































วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551







ในภาวะเร่งรีบ ทำให้เราให้ความสำคัญกับอาหารแต่ละมื้อไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้ามักจะเป็นมื้อที่หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญ และบางคนก็ไม่ทานอาหารเช้าเลยก็มี

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญมากนะครับ และสำคัญมากที่สุดด้วยเพราะในระหว่างที่เรานอนหลับกว่าจะตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาหลายชั่วโมงนั่นก็คือร่างกายต้องอดอาหารนานมาก เป็นเวลา 8 - 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นร่างกายของเราจึงต้องการพลังงานอย่างมากครับ ในการที่จะออกไปเผชิญกับการงานหรือการเรียนที่หนักหน่วงในช่วงกลางวัน

ครับ..ร่างกายของเราต้องการพลังงาน...สมองของเราก็ต้องการพลังงานเช่นกัน
ครับ...และพลังงานที่สมองต้องการที่สุดก็คือน้ำตาลกลูโคส น้ำตากลูโคสนี้...เราจะได้จากอาหารจำพวกแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตครับ ดังนั้นอาหารมื้อเช้าของเราควรจะมีอาหารพวกนี้ด้วยครับ..

ดังนั้น..บางคนที่กินโปรตีนอัดเม็ด..หรือซุบไก่สกัด..เป็นอาหารเช้า...แล้วคิดว่าจะสมองดีแล้วละก็..คิดผิดครับ

ส่วนอาหารมื้อเช้าของแต่ละท่าน จะเป็นอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบนะครับแต่ข้อให้มีคุณค่าทางอาหารบ้างและมีกากใยอาหารบ้างเป็นพอ






การที่เราไม่ทานอาหารเช้านั้นย่อมก่อให้เกิดผลเสียอย่างแน่นอนครับ เช่น อาจทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ อันนี้เป็นกันบ่อยนะครับ หรือบางที การไม่ได้ทานอาหารเช้าทำให้ร่างกายขาดพลังงาน ทำให้เกิดอาการง่วงนอน สมองไม่แล่น และในคนที่มีโรคประจำตัวเช่นเบาหวาน ก็อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายมากๆได้

สุดท้ายนี่ก็อยากลืมนะครับว่าการทานอาหารเช้านั้น เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้ร่างกายและสมองของเราสดชื่น เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับทุกปัญหาและสถานการณ์ครับ


>(((ความสำคัญของอาหารมื้อเช้า)))<


การไม่กินอาหารเช้า เป็นเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เรามองข้ามไป คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นประจำไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย อาหารมื้อเช้า เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด ที่ร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น. ระหว่างเวลานี้สมองและใบหน้าของคนเราต้องการเลือดและออกซิเจน เป็นอาหารบำรุงส่งไปเลี้ยงสมอง ถ้าไม่กินข้าวเช้า ก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจน ส่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง เพราะสมองต้องการกรดอะมิโนไปบำรุงเซลล์สมอง รวมถึงวิตามินบี 1, บี 6, และบี 12 มื้อเช้าถ้าไม่มีเวลาจริงๆก็ควรกิน สูตร โยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว และกล้วย 1 ลูก


เริ่มต้นมื้อเช้าคุณภาพ


# การกินอาหารเช้าอาจช่วยให้มีพลังความสามารถเพิ่มมากขึ้นในช่วงสายหรือกลางวัน มีสมาธิในการทำงานและแก้ปัญหา มีความสนใจได้ยาวนานกว่า ทั้งยังช่วยลดความหงุดหงิดและเพิ่มความอดทนอดกลั้นได้ดีกว่าด้วย เอาล่ะ เมื่อเราเห็นประโยชน์แล้ว ก็หันมาใส่ใจกับอาหารเช้าได้แล้ว

# วางแผนไว้ล่วงหน้า ปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการของอาหารเช้าให้ประสบความสำเร็จ คือการเตรียมการไว้ล่วงหน้าสักหนึ่งคืน และใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในช่วงเช้าเพื่อลงมือจัดอาหารเช้าที่ง่ายและได้ประโยชน์ครบถ้วน ช่วยสร้างความรู้สึกสนุกสนาน การเลือกรับประทานอาหารอย่างฉลาดและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน สำหรับการเริ่มต้นใหม่ จะช่วยทำให้เวลาที่เหลือในวันนั้นมีศักยภาพมากขึ้น

# เลือกอาหารเช้าอย่างง่าย คนส่วนใหญ่มักอ้างเหตุผลของการไม่ทานอาหารเช้าเพราะ “ไม่หิว” หรือ “ไม่มีเวลา” แต่อุปสรรคนั้นแก้ไขได้ง่ายเพียงแค่เลือกเมนูอาหารเช้าที่ปรุงง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก สำหรับคนที่ชินกับการไม่ทานอาหารเช้า เริ่มจากกินนิดๆ หน่อย ๆ ปริมาณน้อย ๆ และตั้งใจทำให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณให้ได้ก็พอ